ชนเผ่าพื้นเมืองอูรักลาโว้ย

ผู้ยืนหยัดด้วยประมงชายฝั่งอันดามัน

พวกเขาเข้ามาตั้งถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่บริเวณหมู่เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ และกระจายตัวออกไปตามหมู่เกาะต่างๆ ในแถบทะเลอันดามันที่เป็นอาณาเขตของประเทศไทย มีประชากรรวมทั้งสิ้น 1,031 ครัวเรือน

การประมงชายฝั่งแบบพื้นบ้าน

วิถีชีวิตออกเรือประมงไปตามช่วงเวลามรสุม

ชาวพื้นเมืองอูรักลาโว้ยซึ่งเป็นชนเผ่าที่ดำรงชีพด้วยการประมงชายฝั่งแบบพื้นบ้านในแถบทะเลอันดามัน ได้ล่องเรือมาพบเกาะที่มีหาดทรายขาวเป็นแนวยาวจากทิศเหนือลงสู่ทิศใต้เหมาะเป็นที่หลบมรสุม พวกเขาเรียกเกาะแห่งนี้ว่า “ปาตัยซาตั๊ก” และบุกเบิกเกาะแห่งนี้ตั้งรกรากแปรรูปผลผลิตจากทะเลตามแถบชายหาดของเกาะ และเคลื่อนย้ายไปมาตามแหล่งประมงต่างๆ แล้วกลับมา ณ เกาะแห่งนี้ในช่วงเวลาเดิมๆ จนมีพื้นที่พิธีกรรมตามประเพณีบนเกาะแห่งนี้ที่เรียกว่า “ศาลโต๊ะบาหลิว”

ความเชื่อดั้งเดิมของชาวอูรักลาโว้ย

บ้านสังกาอู้ มีความหมายถึงปลากระเบนราหู

ปัจจุบันเป็นหมู่บ้านของชาวอูรักลาโว้ยบนเกาะลันตาเกือบ 100 % มีเพียง 1 ครัวเรือนที่เป็นชนพื้นเมืองภาคใต้ที่เข้ามาอาศัยอยู่ร่วมด้วย หมู่บ้านนี้ยังคงดำรงวิถีชีวิตวัฒนธรรรมของชาวอูรักลาโว้ยไว้อย่างเข้มแข็ง ด้วยการทำประมงชายฝั่งตามภูมิปัญญาและองค์ความรู้ที่ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงจากรุ่นสู่รุ่น

ชาวอูรักลาโว้ย ที่มีวิถีชีวิตออกเรือประมงไปตามช่วงเวลามรสุม ประกอบกับไม่นิยมอยู่ร่วมกับกลุ่มคนที่มีวัฒนธรรมแตกต่าง จากเดิมชาวอูรักลาโว้ยบนเกาะลันตาที่ได้รับการสำมะโนประชากรเป็นคนไทยในช่วงปี พ.ศ. 2500 ได้มีการเคลื่อนย้ายกระจายตัวชุมชนออกไปยังเกาะแก่งต่างๆ ในแถบอันดามัน 

วิถีชีวิต

อูรักลาโว้ย เป็นชนเผ่าพื้นเมืองที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในราชอาณาจักรไทยมายาวนาน ก่อนที่ประเทศไทยจะรวบรวมแผ่นดินและประชากรเป็นรัฐชาติ เพื่อคงความเป็นเอกราชจากการล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก พวกเขาเข้ามาตั้งถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่บริเวณหมู่เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ และกระจายตัวออกไปตามหมู่เกาะต่างๆ ในแถบทะเลอันดามันที่เป็นอาณาเขตของประเทศไทย มีประชากรรวมทั้งสิ้น  1,031 ครัวเรือน

เมื่อ 500 ปีก่อน ชาวพื้นเมืองอูรักลาโว้ยซึ่งเป็นชนเผ่าที่ดำรงชีพด้วยการประมงชายฝั่งแบบพื้นบ้านในแถบทะเลอันดามัน ได้ล่องเรือมาพบเกาะที่มีหาดทรายขาวเป็นแนวยาวจากทิศเหนือลงสู่ทิศใต้เหมาะเป็นที่หลบมรสุม พวกเขาเรียกเกาะแห่งนี้ว่า “ปาตัยซาตั๊ก” และบุกเบิกเกาะแห่งนี้ตั้งรกรากแปรรูปผลผลิตจากทะเลตามแถบชายหาดของเกาะ และเคลื่อนย้ายไปมาตามแหล่งประมงต่างๆ แล้วกลับมา ณ เกาะแห่งนี้ในช่วงเวลาเดิมๆ จนมีพื้นที่พิธีกรรมตามประเพณีบนเกาะแห่งนี้ที่เรียกว่า “ศาลโต๊ะบาหลิว” ซึ่งเป็นศาลบรรพบุรุษของชาวอูรักลาโว้ย ณ ปัจจุบันอยู่บริเวณบ้านบ่อแหนบนเกาะลันตาใหญ่ ที่ชาวอูรักลาโว้ยจะใช้พื้นที่ดังกล่าวประกอบพิธีลอยเรือทุกๆ ปี

หมู่เกาะลันตา หรือ “ปาตัยซาตั๊ก” ตามภาษาอูรักลาโว้ย มีเกาะน้อยใหญ่ห้อมล้อมถึง 53 เกาะ แต่เป็นพื้นที่อยู่อาศัยของผู้คนในปัจจุบันเพียง 9 เกาะ มีเกาะลันตาใหญ่เป็นศูนย์กลางการอยู่อาศัย ด้วยสภาพภูมิประเทศและทรัพยากรธรรมชาติที่ประกอบด้วยพื้นที่ภูเขาที่เป็นป่าไม้และแหล่งน้ำจืดจากยอดเขาตอนกลางของเกาะลงสู่ที่ราบและชายทะเลแบ่งพื้นที่เกาะออกเป็นสองส่วนคือฝั่งตะวันออก ชาวบ้านเรียก “หน้าเกาะ” ชาวอูรักลาโว้ยในอดีตอาศัยพื้นที่ชายฝั่งตั้งถิ่นฐานเป็นชุมชนเริ่มแรก และฝั่งตะวันตก ชาวบ้านเรียก “หลังเกาะ” ซึ่งอดีตไม่มีผู้คนอาศัยเพราะเผชิญหน้ากับมรสุม แต่ปัจจุบันเป็นทำเลทองที่ใครใคร่จับจองเป็นเจ้าของ ส่วนพื้นที่ภูเขาและผืนป่าธรรมชาติปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตาเป็นส่วนใหญ่ วิถีชีวิตและผู้คนหลังจากการบุกเบิกของชาวอูรักลาโว้ย มีทั้งชาวจีนและชาวมลายูมุสลิมเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ร่วม โดยมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์บริเวณศรีรายา จนกระทั่งทางการไทยเห็นว่าเกาะลันตาเป็นแหล่งค้าขายจึงมาตั้งด่านภาษี ทำให้เกาะแห่งนี้ได้รับการพัฒนาเจริญรุ่งเรืองมาตามลำดับจนถึงปัจจุบัน